ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของไทย เดือนเมษายน 2569 ขยายตัวเร่งขึ้นจากต้นทุนพลังงานและอุปสงค์สินค้าไฮเทคที่เพิ่มขึ้น

ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของไทย เดือนเมษายน 2569 ขยายตัวเร่งขึ้นจากต้นทุนพลังงานและอุปสงค์สินค้าไฮเทคที่เพิ่มขึ้น

avatar

Administrator


39


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1781057347_dd4e0da6528e3a10b6d6.pdf" target="_blank">1781057347_dd4e0da6528e3a10b6d6.pdf</a><br />
<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เผยว่า <strong>ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่อง ตามทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาโลหะพื้นฐาน อาทิ อะลูมิเนียม ทองแดง และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้น จึงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังอยู่ในระดับสูง</strong> อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และความผันผวนของค่าเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ดัชนีราคาส่งออก เดือนเมษายน 2569 เท่ากับ 114.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 3.5 (YoY) ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ทองคำ และอิเล็กทรอนิกส์ ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และความต้องการในตลาดโลก โดยหมวดสินค้าที่ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.3</strong> โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง และการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน <strong>หมวดสินค้าเกษตรกรรม สูงขึ้นร้อยละ 4.0</strong> อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังยังคงรักษาระดับการผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากตลาดจีน ยางพารา จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติ และข้าว ตามทิศทางราคาข้าวไทยและเวียดนามในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากต้นทุนโลจิสติกส์และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น และ<strong>หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 2.4 </strong>อาทิ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม <strong>ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาลดลง คือ หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลงร้อยละ 0.1 โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 81 เดือน</strong> อาทิ น้ำตาลทราย จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ บราซิล อินเดีย และไทย จึงคาดว่าจะเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก และผลไม้กระป๋อง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากผู้ส่งออกในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม และมาเลเซีย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ดัชนีราคานำเข้า เดือนเมษายน 2569 เท่ากับ 128.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.2 (YoY) ปัจจัยหลักเป็นผลจากราคาสินค้าเชื้อเพลิงที่เร่งตัวสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการวัตถุดิบและสินค้าทุน เพื่อรองรับการผลิตและการการลงทุนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับสูงขึ้นทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ขยายตัวสูงร้อยละ 41.3</strong> จากราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบ <strong>หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้นร้อยละ 10.4</strong> ได้แก่ ทองคำ ปุ๋ย และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีใหม่ <strong>หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้นร้อยละ 6.2</strong> จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น และ<strong>หมวดสินค้าทุน สูงขึ้นร้อยละ 4.4</strong> จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การขยายตัวของภาคการผลิต และการลงทุน สำหรับเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาโรคเพิ่มขึ้น<strong> และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้นร้อยละ 2.1</strong> จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการนำเข้าชิ้นส่วน เพื่อประกอบการผลิตและส่งออก รวมถึงความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนพฤษภาคม 2569</strong> คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากการที่ราคาน้ำมันและพลังงานปรับเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม 2) ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอะลูมิเนียมและทองแดง จากความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน และ 3) การเร่งนำเข้าสินค้าบางประเทศจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงชั่วคราว ทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่&nbsp;1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง 2) การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง กดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ 4) เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอลง 5) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และ 6) ความผันผวนของค่าเงินบาท</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่อง ตามทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาโลหะพื้นฐาน อาทิ อะลูมิเนียม ทองแดง และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้น จึงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และความผันผวนของค่าเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

          ดัชนีราคาส่งออก เดือนเมษายน 2569 เท่ากับ 114.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 3.5 (YoY) ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ทองคำ และอิเล็กทรอนิกส์ ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และความต้องการในตลาดโลก โดยหมวดสินค้าที่ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.3 โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง และการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน หมวดสินค้าเกษตรกรรม สูงขึ้นร้อยละ 4.0 อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังยังคงรักษาระดับการผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากตลาดจีน ยางพารา จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติ และข้าว ตามทิศทางราคาข้าวไทยและเวียดนามในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากต้นทุนโลจิสติกส์และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น และหมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 2.4 อาทิ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาลดลง คือ หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลงร้อยละ 0.1 โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 81 เดือน อาทิ น้ำตาลทราย จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ บราซิล อินเดีย และไทย จึงคาดว่าจะเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก และผลไม้กระป๋อง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากผู้ส่งออกในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม และมาเลเซีย

          ดัชนีราคานำเข้า เดือนเมษายน 2569 เท่ากับ 128.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.2 (YoY) ปัจจัยหลักเป็นผลจากราคาสินค้าเชื้อเพลิงที่เร่งตัวสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการวัตถุดิบและสินค้าทุน เพื่อรองรับการผลิตและการการลงทุนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับสูงขึ้นทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ขยายตัวสูงร้อยละ 41.3 จากราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้นร้อยละ 10.4 ได้แก่ ทองคำ ปุ๋ย และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีใหม่ หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้นร้อยละ 6.2 จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น และหมวดสินค้าทุน สูงขึ้นร้อยละ 4.4 จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การขยายตัวของภาคการผลิต และการลงทุน สำหรับเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาโรคเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้นร้อยละ 2.1 จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการนำเข้าชิ้นส่วน เพื่อประกอบการผลิตและส่งออก รวมถึงความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

          แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนพฤษภาคม 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากการที่ราคาน้ำมันและพลังงานปรับเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม 2) ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอะลูมิเนียมและทองแดง จากความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน และ 3) การเร่งนำเข้าสินค้าบางประเทศจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงชั่วคราว ทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ 1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง 2) การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง กดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ 4) เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอลง 5) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และ 6) ความผันผวนของค่าเงินบาท

เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569