เจาะช่องว่างการค้าสุขภาพ สนค. แนะผสานนวัตกรรมสมุนไพรไทย ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 

เจาะช่องว่างการค้าสุขภาพ สนค. แนะผสานนวัตกรรมสมุนไพรไทย ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 

avatar

Administrator


75


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1785121954_421b0c029c4881386e86.pdf" target="_blank">1785121954_421b0c029c4881386e86.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เจาะช่องว่างการค้าสุขภาพ สนค. แนะผสานนวัตกรรมสมุนไพรไทย ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง&nbsp;สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ &ldquo;สมุนไพร&rdquo; กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงระดับโลก ได้แรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ การบริโภคผลิตภัณฑ์กลุ่ม Plant-based และการขยายตัวของเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากพืชเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมีรากฐานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่เข้มแข็ง หากสามารถพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและมาตรฐานสินค้าได้อย่างครบวงจร สมุนไพรไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์จากพืชและการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ได้พลิกโฉม &ldquo;สมุนไพร&rdquo; ให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการที่สื่อทั่วโลกได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งเป็นแรงส่งให้สมุนไพรมีโอกาสขยายตัวและกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รายงาน Herbal Supplements Market<sup>1</sup>&nbsp;ประเมินว่า ในปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโลกจะมีมูลค่าประมาณ 45,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวนจากมูลค่าของ มะรุม เอ็กไคนาเซีย เมล็ดแฟลกซ์ ขมิ้น ขิง โสม และอื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาผง ยาแคปซูลแบบนิ่ม อื่น ๆ) และอาจขยายตัวสู่ระดับ 90,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 8.89% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นในภาคเกษตรและอาหาร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขณะเดียวกัน รายงาน &ldquo;Global Trade of Medicinal and Aromatic Plants: A Review&rdquo; ประจำปี 2568 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม (Medicinal and Aromatic Plants: MAPs) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และสารกำจัดศัตรูพืช จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมานิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น การค้าพืชสมุนไพรและพืชหอมของโลกจึงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดนำเข้าหลัก&nbsp;ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติสูง ส่วนประเทศผู้ส่งออกชั้นนำ ได้แก่ จีน และอินเดีย นอกจากนี้ FAO เน้นย้ำว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา อาหาร และเวชสำอาง&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) ของโลก (Trademap.org)&nbsp;ในช่วงปี 2558-2568 พบว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้าของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 67.4 และ 65.9 ตามลำดับ&nbsp;โดยในปี 2568 การส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าราว 5,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกสำคัญ&nbsp;5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน (ร้อยละ 17.5 ของมูลค่าการส่งออกของโลก) แคนาดา (ร้อยละ 10.8) อินเดีย (ร้อยละ 9.0) เยอรมนี (ร้อยละ 5.3) และอียิปต์ (ร้อยละ 4.4) สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 12 ของโลก&nbsp;(ร้อยละ 1.6) ขณะที่การนำเข้าของโลกมีมูลค่า 5,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้นำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เยอรมนี (ร้อยละ 15.4 ของมูลค่าการนำเข้าของโลก) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 10.0) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 6.7)&nbsp;จีน (ร้อยละ 6.5) และอินเดีย (ร้อยละ 3.6)</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเทศไทย สมุนไพรจัดเป็นสินค้าเกษตรชีวภาพเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยความได้เปรียบจากการมีพืชสมุนไพรมากกว่า 1,800 ชนิด<sup>2</sup>&nbsp;ซึ่งหลายชนิดได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนตาม &ldquo;แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)&rdquo; ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพร (Hub of Herbs) ของภูมิภาค โดยเฉพาะการชูโรงกลุ่มสมุนไพรดาวเด่น หรือ &ldquo;Herbal Champions&rdquo; อาทิ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงในการเจาะตลาดโลก สะท้อนได้จากภาพรวมการส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรไทยในปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 375.3% เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหยที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง (ขยายตัว 29.4% และ 14.7% ตามลำดับ)<sup>3</sup> จุดแข็งของไทยไม่เพียงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างบูรณาการ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;1. กระแสสุขภาพและการแพทย์ทางเลือก: พฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทำให้สมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกันได้รับความนิยมสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;2. ความนิยมสินค้า Plant-based และ Natural Products: ความต้องการวัตถุดิบจากพืชที่ปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขยายตัวทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องสำอาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. โอกาสจากเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy): สมุนไพรได้ยกระดับจากสินค้าเกษตรพื้นฐาน&nbsp;สู่การเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ โภชนเภสัช (Nutraceuticals) และอาหารฟังก์ชัน (Functional Food)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;4. การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม: ประเทศไทยมีศักยภาพในการยกระดับวัตถุดิบสู่สารสกัดมาตรฐานและผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นหลายเท่าตัว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากตลาดโลกเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP GMP Organic Certification ตลอดจนการตรวจสอบสารสำคัญและสารตกค้าง รวมทั้งข้อควรระวังจาก FAO เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความพอดี ภาคการผลิตจึงต้องเร่งบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อนาคตของสมุนไพรไทยจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด&nbsp;หากสามารถเปลี่ยนผ่านจาก &ldquo;วัตถุดิบพื้นบ้าน&rdquo; สู่ &ldquo;ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง&rdquo; ผ่านการขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;แนวโน้มตลาดโลกปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงสมุนไพรในรูปแบบ &lsquo;วัตถุดิบ&rsquo; ขั้นต้น แต่มองหา &lsquo;โซลูชันด้านสุขภาพ&rsquo; ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ผ่านกลยุทธ์ &lsquo;Cross-Industry&rsquo; หรือการบูรณาการข้ามสายอุตสาหกรรม เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขณะนี้ คือการต่อยอดสารสกัดสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โภชนเภสัชเฉพาะบุคคล ที่มุ่งเน้นบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care) และลดการใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของสารเคมี ตลอดจนเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก (Pet Humanization) ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไปพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ซึ่งเหล่านี้เป็นตลาดศักยภาพสูงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าและบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สนค. มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อชี้เป้าทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับสากลอย่างแม่นยำ เมื่อภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง สมุนไพรไทยจะมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Game Changer ที่พลิกโฉมจากสินค้าเกษตรดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&rdquo;</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/herbal-supplements-market (1 มิถุนายน 2568)<br />
<sup>2</sup> https://www.nationthailand.com/nation-50-year/40002674?utm (30 มิถุนายน 2021)<br />
<sup>3</sup> ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) กลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร (HS Code 1302) และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหย (HS Code 3301)</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          เจาะช่องว่างการค้าสุขภาพ สนค. แนะผสานนวัตกรรมสมุนไพรไทย ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ “สมุนไพร” กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงระดับโลก ได้แรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ การบริโภคผลิตภัณฑ์กลุ่ม Plant-based และการขยายตัวของเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากพืชเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมีรากฐานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่เข้มแข็ง หากสามารถพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและมาตรฐานสินค้าได้อย่างครบวงจร สมุนไพรไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์จากพืชและการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ได้พลิกโฉม “สมุนไพร” ให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการที่สื่อทั่วโลกได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งเป็นแรงส่งให้สมุนไพรมีโอกาสขยายตัวและกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน 

          รายงาน Herbal Supplements Market1 ประเมินว่า ในปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโลกจะมีมูลค่าประมาณ 45,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวนจากมูลค่าของ มะรุม เอ็กไคนาเซีย เมล็ดแฟลกซ์ ขมิ้น ขิง โสม และอื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาผง ยาแคปซูลแบบนิ่ม อื่น ๆ) และอาจขยายตัวสู่ระดับ 90,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 8.89% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นในภาคเกษตรและอาหาร

           ขณะเดียวกัน รายงาน “Global Trade of Medicinal and Aromatic Plants: A Review” ประจำปี 2568 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม (Medicinal and Aromatic Plants: MAPs) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และสารกำจัดศัตรูพืช จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมานิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น การค้าพืชสมุนไพรและพืชหอมของโลกจึงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติสูง ส่วนประเทศผู้ส่งออกชั้นนำ ได้แก่ จีน และอินเดีย นอกจากนี้ FAO เน้นย้ำว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา อาหาร และเวชสำอาง 

          ข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) ของโลก (Trademap.org) ในช่วงปี 2558-2568 พบว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้าของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 67.4 และ 65.9 ตามลำดับ โดยในปี 2568 การส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าราว 5,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน (ร้อยละ 17.5 ของมูลค่าการส่งออกของโลก) แคนาดา (ร้อยละ 10.8) อินเดีย (ร้อยละ 9.0) เยอรมนี (ร้อยละ 5.3) และอียิปต์ (ร้อยละ 4.4) สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 12 ของโลก (ร้อยละ 1.6) ขณะที่การนำเข้าของโลกมีมูลค่า 5,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้นำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เยอรมนี (ร้อยละ 15.4 ของมูลค่าการนำเข้าของโลก) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 10.0) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 6.7) จีน (ร้อยละ 6.5) และอินเดีย (ร้อยละ 3.6)

          สำหรับประเทศไทย สมุนไพรจัดเป็นสินค้าเกษตรชีวภาพเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยความได้เปรียบจากการมีพืชสมุนไพรมากกว่า 1,800 ชนิด2 ซึ่งหลายชนิดได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนตาม “แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)” ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพร (Hub of Herbs) ของภูมิภาค โดยเฉพาะการชูโรงกลุ่มสมุนไพรดาวเด่น หรือ “Herbal Champions” อาทิ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงในการเจาะตลาดโลก สะท้อนได้จากภาพรวมการส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรไทยในปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 375.3% เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหยที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง (ขยายตัว 29.4% และ 14.7% ตามลำดับ)3 จุดแข็งของไทยไม่เพียงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างบูรณาการ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่
          1. กระแสสุขภาพและการแพทย์ทางเลือก: พฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทำให้สมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกันได้รับความนิยมสูง
          2. ความนิยมสินค้า Plant-based และ Natural Products: ความต้องการวัตถุดิบจากพืชที่ปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขยายตัวทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องสำอาง
          3. โอกาสจากเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy): สมุนไพรได้ยกระดับจากสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่การเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ โภชนเภสัช (Nutraceuticals) และอาหารฟังก์ชัน (Functional Food)
          4. การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม: ประเทศไทยมีศักยภาพในการยกระดับวัตถุดิบสู่สารสกัดมาตรฐานและผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นหลายเท่าตัว

          อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากตลาดโลกเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP GMP Organic Certification ตลอดจนการตรวจสอบสารสำคัญและสารตกค้าง รวมทั้งข้อควรระวังจาก FAO เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความพอดี ภาคการผลิตจึงต้องเร่งบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อนาคตของสมุนไพรไทยจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หากสามารถเปลี่ยนผ่านจาก “วัตถุดิบพื้นบ้าน” สู่ “ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง” ผ่านการขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

          นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “แนวโน้มตลาดโลกปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงสมุนไพรในรูปแบบ ‘วัตถุดิบ’ ขั้นต้น แต่มองหา ‘โซลูชันด้านสุขภาพ’ ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ผ่านกลยุทธ์ ‘Cross-Industry’ หรือการบูรณาการข้ามสายอุตสาหกรรม เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขณะนี้ คือการต่อยอดสารสกัดสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โภชนเภสัชเฉพาะบุคคล ที่มุ่งเน้นบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care) และลดการใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของสารเคมี ตลอดจนเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก (Pet Humanization) ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไปพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ซึ่งเหล่านี้เป็นตลาดศักยภาพสูงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าและบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม

          ทั้งนี้ สนค. มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อชี้เป้าทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับสากลอย่างแม่นยำ เมื่อภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง สมุนไพรไทยจะมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Game Changer ที่พลิกโฉมจากสินค้าเกษตรดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”


1 https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/herbal-supplements-market (1 มิถุนายน 2568)
2 https://www.nationthailand.com/nation-50-year/40002674?utm (30 มิถุนายน 2021)
3 ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) กลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร (HS Code 1302) และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหย (HS Code 3301)

เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569